[VC]-OMS-If I can't feel

posted on 22 Sep 2012 22:21 by annariae-cheri

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ...

ส่งของเซลี่พาร์ทI ค่ะ พาร์ทII จะตามมาเร็วๆนี้ ขออภัยในความยาว.......(มาก)

***

If I can’t feel

                ผมลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางสวนดอกไม้... ท้องฟ้าพราวระยับไปด้วยแสงจากดวงดาวนับล้านๆดวง นานแค่ไหนกันแล้วนะ... ที่ผมไม่ได้กลับมาในที่แห่งนี้..?

                เมื่อหลายปีก่อน...สุดขอบทุ่งดอกไม้คือป่ารกทึบที่มีปราสาทหลังใหญ่ตั้งตระหง่าน...บัดนี้ปราสาทที่เคยเป็นบ้านของผม... สูญสลายไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย... เพียงเพราะสงครามในครั้งนั้น...

                เรื่องมันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรนะ..?

                ตั้งแต่ที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งผมให้อยู่ในปราสาทกับความเหงาและโดดเดี่ยว... ผมที่ร่างกายอ่อนแอและเป็นโรคเลือด ทำให้ผมชอบเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว... ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาในความทรมาน ร่างกายที่อ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ความคิดที่มืดมนไร้เรื่องราว แล้วสุดท้ายก็ได้แต่หลับใหลไปในห้วงนิทรารมณ์ที่ไร้ฝัน...

                จนกระทั่งผมได้พบกับเซวาล... เพื่อนคนแรกที่เข้ามาในชีวิต เติมเต็มความว่างเปล่า ใส่สีสันให้กับชีวิตที่ขาดสีสัน ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น และไม่คิดจะรังเกียจมัน... ผมสนิทกับเขาอย่างรวดเร็ว ทุกคืนผมจะออกมาเฝ้ารอที่สวนดอกไม้กว้างใหญ่นี้ เซวาลจะวิ่งเล่นไปรอบๆตัวผมที่ทำได้เพียงถักดอกไม้เป็นกำไลบ้างมงกุฎบ้าง จากนั้นเซวาลก็จะเล่านิทานให้ดอกไม้ฟัง เพราะผมที่นอนตักเซวาลรอฟังนิทาน มักจะเผลอหลับไปตั้งแต่จบประโยค “กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ยังมี...” ทำให้ผมไม่รู้สึกทีว่าจริงแล้วเรื่องนั้นมันมีอะไรบ้าง...

                ผมชอบออกมาเล่นกับเซวาลที่ทุ่งดอกไม้เสมอ... จนวันหนึ่งที่ผมมาเร็วก่อนเวลาที่นัดกันมากและเผลอตัวหลับไป ผมได้เจอกับไนท์แมร์ตนหนึ่ง...(ซึ่งผมไม่รู้เลยว่าจะได้มีโอกาสพบกับเขาอีกครั้ง) เขาเข้ามาช่วยผมจากฝันร้าย ทำดีกับผม... จนผมเผลอใจเชื่อในตัวของเขา รักในตัวของเขา... ผมสัญญาว่าผมจะเป็นเจ้าสาวให้เขา แต่ว่าก่อนจะจากกัน เขากลับทำร้ายผมจนบอบช้ำ...

                ลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อพบกับสีหน้ากังวลของเซวาล ร่างกายของผมล้าจนแทบไม่อยากขยับยิ่งกว่าทุกครั้งที่ลืมตาตื่น เปลือกตาหนักอึ้ง ทั้งภาพก็พร่าเลือนจนเห็นได้เพียงรางๆ ผมรู้สึกชาที่ลำคอ รู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆที่ไหลรินลงมาจนถึงบ่า นั่นสินะ... ผมเริ่มจำได้ ไนท์แมร์ตนนั้นกัดคอผมเพื่อกินฝัน... กินฝันผมไปจนหมด... แต่ทำไม...ผมถึงจำได้ทุกรายละเอียดล่ะ..? บนผิวแก้มสัมผัสได้ถึงหยาดน้ำอุ่นที่เอ่อล้นออกจากนัยน์ตา ทั้งที่ผมไว้ใจเขา เลือกเขาจากจิตใจของผม แต่เขากลับ... ทำร้ายผมถึงขนาดนี้..?

                เซวาลกอดผมไว้ในอ้อมแขน ลูบหัวเบาๆอย่างอ่อนโยน แต่ผมกลับรู้สึกอึดอัดผิดกับทุกครั้ง... ผมรู้สึกว่าทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง แต่กระหายบางอย่างเหลือเกิน... คงเป็นเพราะผมเป็นโรคเลือดและอ่อนแอ ทั้งยังเสียเลือดมากขนาดนี้ จึงเกิดอาการกระหายเลือด คงเป็นเพราะเซวาลเพิ่งดื่มเลือดมา กลิ่นเลือดจึงยังติดอยู่... กลิ่นที่หอมหวาน...

                ผมฝังเขี้ยวลงที่ลำคอของเซวาล ลิ้มรสเลือดอย่างกระหาย ทั้งที่จะผลักผมออกก็ได้ แต่ไม่... เซวาลเพียงแค่ตกใจน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้ผลักผมออก และไม่ได้ห้ามให้ผมหยุดดื่มเลือดของเขาด้วย... ไม่รู้ว่าผมหยุดดื่มเลือดของเซวาลไปเมื่อไร แล้วหลับไปตอนไหน รู้แต่เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็ต้องเจอกับอาการที่เรียกว่า... “เมา”

                เมื่อท่านพ่อและท่านแม่ทราบเรื่องเข้าก็ลองเอาเลือดปีศาจชนิดอื่นๆมาให้ผมดื่ม แต่ทุกครั้งที่ดื่มผมก็ต้องมีอาการเมาทุกทีไป... เลือดปีศาจเหมือนเหล้าสำหรับผม ขณะเดียวกัน มันก็เหมือนยาวิเศษ... ยิ่งผมดื่มมากเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าร่างกายของผมมีแรงขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน... ถึงจะแข็งแรงขึ้นได้แค่ระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เถอะ...

                ผมใช้ชีวิตอยู่แบบนั้น... แบบเดิมๆก่อนที่จะเจอกับไนท์แมร์... ทั้งที่จำได้ดี... แต่กลับเลือกที่จะลืมแทนที่จะจดจำ... หลอกตัวเองทุกวัน ว่าผมไม่อาจจำมันได้อีกต่อไป

                แต่ทำไมกันนะ..? ทำไมผมถึงยังยืนยันที่จะไปที่ทุ่งดอกไม้แห่งนั้นกับเซวาล... ทำไมถึงต้องรีบออกไปรอเซวาลมา... ทำไมถึงต้องรอจนหลับไปทุกครั้ง..? ผมหวังอะไรกันแน่..?

                ...เซวาลเคยบอกผมว่า ความสุขมักจะอยู่กับคนเราไม่นานนัก และมันก็จริง...

                คืนนั้นผมออกมารอเซวาลอยู่ที่ทุ่งดอกไม้ เซวาลมาหาผมตามปกติ แต่อาจจะเป็นเพราะผมอ่อนเพลียเกินไปหรืออย่างไร จึงหลับสนิทไปตั้งแต่ที่เพิ่งพบหน้าไม่นาน...

                ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความปั่นป่วนในจิตใจ เพียงเพื่อพบกับสีหน้ากังวลของเซวาล สายตาที่ทอดตรงไปยังจุดที่ปราสาทของพวกเราตั้งอยู่นั้นดูร้อนรน... ผมมองตาม... กองเพลิงกำลังแผดเผา บ้าน...ครอบครัว... กำลังพินาศย่อยยับลงไป...

                “แวมไพร์ฮันเตอร์...” เสียงกระซิบของเซวาลแผ่วเบา... แต่ก็กึกก้องในจิตใจ เหมือนความรู้สึกเกลียดชังเคียดแค้น ที่เดิมทีเป็นเพียงเงารางๆในจิตใจของผม กลับกลายเป็นก้อนความรู้สึกรุนแรงและอาฆาต...

                “ผมจะฆ่ามัน...”

                “ไม่ได้นะครับเซเลส!” มือหนารั้งตัวผมไว้ “ร่างกายของคุณ...”

                ใช่...ร่างกายของผม... ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ? ที่ผมเผลอหลับไปบ่อยๆ ที่ทำอะไรเชื่องช้า ที่ดูเฉื่อยชา... ทำไมผมจะไม่รู้... ในเมื่อผมต้องทนกับความปวดแปลบทุกครั้งที่ขยับตัว ต้องทนกับความคิดที่พร่าเลือน ต้องทนกับความอ่อนเพลียตลอดเวลา...

                แต่บางครั้ง การที่อดทนกับความเจ็บปวดมากๆเข้า มันก็กลายเป็นชาชิน... ความเจ็บปวดของผมแทบจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผม... ทั้งที่ยังรู้สึกปวดแปลบ รู้สึกอ่อนเพลีย แต่นั่นมันก็กลายเป็นเรื่องปกติขิงผมไปเสียแล้ว...

                และในบางครั้ง... การโกรธแค้นก็ทำให้เราทำได้ทุกอย่าง...

                “...” ผมมองเซวาล สะบัดมือทิ้ง ก่อนจะวิ่งเข้าไปหากองเพลิงที่ลุกโชนนั้น...

                ...

                ...

                ลืมตาขึ้นอีกครั้งในความมืดของราตรีที่สว่างด้วยเปลวเพลิง... ร่างกายปวดแปลบหนักอึ้งราวประท้วงที่ผมฝืนใช้มัน ความร้อนแผดเผาผิวหนัง ภาพความทรงจำค่อยๆผุดขึ้นมา...

                นั่นสินะ... ผมวิ่งเข้ามาที่ปราสาท วิ่งวนหาท่านพ่อกับท่านแม่... ผมเห็นแวมไพร์ฮันเตอร์คนหนึ่งฆ่าท่านพ่อลงต่อหน้า... เห็นท่านแม่ที่โผเข้าปกป้องน้องสาวฝาแฝดล้มลง เห็นภาพของท่านแม่ที่ผมประคองไว้ เห็นน้าสาวที่หนีออกไป... เห็นดาบเงินที่พร้อมเงื้อขึ้นฟาดฟันผม... แล้วหลังจากนั้นล่ะ..?

                จำได้แต่ว่าทุกสิ่งกลายเป็นสีแดงฉาน... จำได้แต่ว่า ภาพสุดท้ายก่อนที่ผมจะ ”หลับ” ไป คือแวมไพร์ฮันเตอร์คนนั้นล้มทั้งยืน ดาบที่เงื้อค้างหล่นลงกับพื้น พร้อมกับหัวใจของเขา...ที่ผมปล่อยจากมือ...

                นี่ผม...ฆ่าเขาแล้วหรือ..?

                ศพที่อยู่ใกล้ๆนั้นเป็นคำตอบ... หยาดน้ำตามากมายไหลริน ก่อนจะแห้งผากไปเพราะความร้อนของเปลวไฟที่โลมเลีย ขณะที่ผมคิดว่าคงจะไม่รอด เซวาลก็ปรากฏตัวขึ้นตรงนั้น... เข้ามาช่วยพยุงผมให้ลุกขึ้น อุ้มร่างผมที่อ่อนแรงหนีออกไปจากปราสาท แต่ว่า...

                ที่ทางออก แวมไพร์ฮันเตอร์ยืนอยู่ตรงนั้น... ตระกูลเอนคาร์... ผมได้ยินเซวาลบอกให้ผมหนีไป แต่จะให้ผมหนีไปได้อย่างไร ในเมื่อร่างกายผมหนักอึ้งขนาดนี้... ในเมื่อผมง่วงเต็มทีแล้ว...

                ผมกำลังจะหลับ... แต่หยดเลือดอุ่นๆกลับหยดแหมะลงบนแก้ม... เลือด... ของเพื่อนที่ผมรักที่สุด... เซวาลเซมาอยู่ข้างผม วินาทีนั้น ผมรู้ดีว่าผมเสียเพื่อนคนนี้ไปไม่ได้...ผมออกแรงทั้งหมดที่มีดึงให้เซวาลล้มลง พลิกตัวขึ้นบัง รับกระสุนเงินที่เจาะทะลุเข้ามาในไหล่ขวา ความรู้สึกเจ็บแปลบยิ่งกว่าถูกแหวกเนื้อรุนแรงจนผมเสียสมดุลทรุดลงกับพื้น เอนคาร์คนนั้นไม่หยุดยั้ง... ผมโดนเตะเข้าที่ท้ายทอยจนมึนเบลอ ก่อนที่จะถูกยกตัวขึ้นโยนเข้าไปกระแทกกับผนังด้านใน ศีรษะด้านหลังเจ็บร้าว รู้สึกถึงเลือดเหนียวๆที่ไหลซึมตามเรือนผม...

ไฟกำลังไหม้ลามเลียเข้ามา... เซวาลเป็นเพียงภาพจางๆที่เห็นผ่านม่านควัน กระสุนเงินที่เจาะเข้าที่ร่างของเพื่อนรักทำเอาผมสะดุ้งเฮือก... ผมภาวนากับตัวเอง ให้ผมได้เชื่อว่าผมมีประโยชน์สักครั้ง... เซวาลที่ดูแลผมมาตลอด เซวาลที่ยอมรับผม เซวาลที่เข้ามาช่วยผมถึงในนี้ ถ้าผมฟังคำพูดของเซวาล เรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้... ดังนั้นผมจึงขอร้องกับตัวเอง... อย่ามัวแต่ทำตัวเป็นคนไร้ประโยชน์ ได้แต่พึ่งคนอื่นเลย... อย่าได้โกรธผมเลยนะ...เซวาล...

ไวเท่าความคิด คานไม้ด้านบนหักพังลงมา ขวางกั้นระหว่างเอนคาร์คนนั้นกับเซวาล แน่นอนว่ามันก็ขวางกั้นทางออกของพวกเราไว้ด้วย แต่ไม่เป็นไรหรอก... ผมอยากจะเชื่อในตัวเองสักครั้ง... ผมไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะต้องให้คนอื่นมาคอยดูแลตลอดไปหรอกนะ..!

ร่างกายที่อ่อนล้าเต็มทีเคลื่อนเข้าใกล้ เอื้อมมือสัมผัสมือหนาที่ลูบหัวผมอย่างอ่อนโยนเสมอนั้น กระซิบแผ่วเบาว่าผมยังพอมีพลัง ผมจะเคลื่อนย้ายเราออกไปจากที่นี่ แล้วเราจะปลอดภัย...

แต่คานไม้ใหญ่ที่หล่นลงขวางกั้นอันตรายจากแวมไพร์ฮันเตอร์ ก็ไม่สามารถขวางกั้นอันตรายจากเปลวไฟที่ลามเลียไปทั่วได้ พิษเปลวเพลิงไล้คานไม้ขนาดเล็กลงมาด้านบนหักโค่น หินที่ไร้ที่ยึดเหนี่ยวก็ถล่มลงมา ปลายคานไม้ขนาดย่อมฝั่งหนึ่งทำท่าจะหล่นลงมา...ใกล้ตำแหน่งใบหน้าของเซวาล!

ผมออกแรงดึงร่างเซวาลหนี ด้วยรู้ว่าถ้าใช้พลังเคลื่อนย้ายคานไม้ตอนนี้ย่อมไม่เหลือพลังพอสำหรับเคลื่อนย้ายเขากับผมออกไป แต่จะให้ย้ายไปก่อนที่คานไม้จะตกลงมา... ในสภาพร่างกายเช่นนี้ผมไม่อาจจะทำทันแน่... ทั้งที่พยายามแล้ว... แต่กลับขยับเซวาลออกจากจุดเสี่ยงนั้นไม่ได้เลยสักนิด แต่ปลายคานไม้นั่นก็ตกลงมา...

มันคือความคิดโง่ๆกับการกระทำโง่ๆของผม ที่ต่อให้ผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็เต็มใจจะทำเรื่องโง่ๆนั้นดีกว่ายอมให้หน้าผากเซวาลยุบสมองไหลแล้วตายไปต่อหน้า ผมเอาตัวของผมเข้าบัง...

ปลายคานไม้กระทบลงที่ท้ายทอยผมอย่างแรง... ถ้าวันนั้นคานไม้นั่นหล่นลงมาทั้งอัน ผมก็คงไม่รอด... สายตาของผมพร่ามัว... แต่ยังเห็นชัดถึงนัยน์ตาสีแดงเลือดของเซวาลที่ค่อยๆลืมขึ้นมาก่อนจะเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก เห็นหยาดเลือดจากร่างกายตัวเองที่หยดลงบนแก้มของเซวาล...

“หนีไปเถอะ เซวาล... ถ้าคุณคนเดียวล่ะก็ จะต้องออกไปจากที่นี่ได้แน่...” ผมยิ้มให้... ผมรู้ดีว่าเซวาลยังพอมีแรงเหลือ ถ้าเขาหนีไปตอนนี้... จะต้องทัน... ได้โปรดอย่าห่วงผมเลยนะ... ผมให้คุณห่วงมามากพอแล้ว...

แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง...

...

...

“ผมไม่ได้แค้นหรอกนะ... แต่ผมเกลียด... ที่เกลียดยิ่งกว่าเกลียด เกลียดยิ่งกว่าแวมไพร์ฮันเตอร์ที่ฆ่าท่านพ่อและท่านแม่ของผม คือแม่ของคุณครับคาดิเนีย... ถ้าไม่มีแม่ของคุณ ท่านแม่ก็ไม่ต้องเข้าปกป้อง ผมก็อาจจะช่วยท่านแม่ทัน ดังนั้น ผมจึงเกลียดครับ..." ผมยิ้มให้กับหยาดน้ำตาของตัวเองที่รินอาบแก้ม ยิ้มให้กับใบหน้าของ"น้องชาย"... "คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกครับคาดิเนีย... ไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าผมรู้สึกยังไง..."

มันเป็นคำพูดที่ผมพูดหลังจากที่ได้พบกับคาดิเนีย... น้องชายของผมครั้งแรก... ผมดีใจที่ยังมีแวมไพร์ตระกูลซาลซ์หลงเหลืออยู่ แต่ว่า... การที่ต้องพบกับลูกชายของผู้หญิงที่ช่วงชิงชีวิตท่านแม่ไปต่อหน้าต่อตามันก็ค่อนข้างที่จะพูดลำบาก...

ผมยังจำได้ดีถึงคืนนั้น คืนที่ผมลืมตาขึ้นมากลางป่าทึบ เซวาลที่บาดเจ็บไม่แพ้ผม พวกเราที่ตะเกียกตะกายดิ้นรนจนจะเอาชีวิตไม่รอด ถ้าไม่ได้พี่ตานีลิดาที่มาทัศนศึกษาแถวนั้นพอดี ช่วยชีวิตเอาไว้ในตอนที่ล้าจนหมดแรง...

พี่ลิดาถ่ายโอนพลังให้พวกผม คอยดูแลรักษาพวกผมจนหายดีในระดับหนึ่ง ก่อนจะขอตัวกลับ ผมแยกกับเซวาลเมื่อพี่ลิดาจะเดินทางกลับ เซวาลที่ไม่ต้องการเดินทางไปไหนกับผมที่อยากจะตามพี่ลิดาไปจึงต้องแยกกัน... แต่ผมไม่เศร้าหรอกนะ ก็พี่ลิดารับปากว่าจะคอยดูแลเซวาลให้ แล้วผมก็สามารถติดต่อหรือกลับมาหาเซวาลได้ตลอดทุกครั้งที่ต้องการ

ผมกลับมาที่สมาคมโลกเอ๋ยโลกจ๋าปีศาจรักท่านกับพี่ลิดา แล้วก็ได้พบกับคุณคิรา ตอนแรกผมตกใจคิดว่าเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ ทั้งรูปร่างหน้าตาแถมยังนิสัยที่เหมือนคุณแม่... แต่คุณคิราก็เป็นผู้ชาย...

คุณคิราเคยเป็นอาจารย์พยาบาลมาก่อน และถึงแม้จะเป็นแค่อาจารย์พยาบาล แต่คุณพ่อและคุณแม่ของคุณคิราก็เป็นแพทย์ คุณคิราช่วยดูแลผมอย่างใกล้ชิด โดยมีพี่ลิดาคอยเป็นห่วง จัดการเรื่องอาหารการกินตลอดระยะเวลาที่คุณคิราต้องวุ่นอยู่กับการทำแผล ใส่ยา เปลี่ยนผ้าพันแผล และเฝ้าไข้

ผมยังจำได้ดีที่หลังจากคืนนั้น ผมรู้สึกปวดหัวบ่อยๆ ไม่ได้มีสิ่งใดถูกลืมเลือน แต่แค่ปวดมากจนหลายครั้งทนไม่ไหว ร่างกายที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วก็เจ็บปวดจนแทบขยับไม่ได้... การดื่มยารสปร่าของคุณคิราช่วยให้ร่างกายเบาขึ้นและหายจากการปวดหัวก็จริง แต่ผมรู้สึกอยู่ลึกๆว่าบางสิ่งบางอย่างจะไม่หายไปจากผม... ตลอดกาล...

หลังจากที่ผมหายดี คุณคิราเข้ามาคุยกับผมเพียงลำพัง บอกว่าผมได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองมาก ประกอบกับร่างกายที่ไม่แข็งแรง ทำให้ไม่อาจจะฟื้นฟูได้เต็มที่ แม้ว่าจะรักษาเพียงใดก็ตาม

                คุณคิราบอกว่าผมจะมีความผิดปกติทางสมอง ความคิดจะไม่อาจเติบโตไปมากกว่านี้ได้... ตลอดกาล...

                มันอาจจะเป็นเพราะผลกระทบทางสมองครั้งนี้ทำให้ผมเชื่อฟังคุณคิราและพี่ลิดามาก ผมเชื่อฟังที่คุณคิราและพี่ลิดาอบรมสั่งสอน สอนให้เป็นคนดี ให้รู้จักให้อภัยและปล่อยวาง...

                จนผมได้เจอกับคาดิเนีย...

                ถึงพี่ลิดาจะบอกแล้วว่าให้ปล่อยวางและทำใจให้นิ่ง แต่ว่า...

                “แต่ว่าคาดิเนียไม่ใช่น้าของเซลี่นี่ครับ?” คุณคิราบอกกับผมหลังจากที่ผมคุยกับคาดิเนียแล้ว “คาดิเนียก็คือคาดิเนีย คาดิเนียเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่บริสุทธิ์ใจคนหนึ่งเท่านั้น เขาแทบไม่รู้เรื่องของคืนนั้น เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของท่านแม่ของเซลี่ ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้เซลี่รู้สึกอย่างที่เซลี่อยากรู้สึก แต่ผมอยากให้เซลี่คิดให้ดี...”

                ผมคงไม่ใช่คนดีอย่างคุณคิราที่พร้อมจะยอมให้อภัยใครก็ได้...  ถึงผมจะไม่แค้น แต่ผมก็เกลียดชัง... ถึงอย่างนั้น การที่ผมจะไปเกลียดคาดิเนียก็ไม่ใช่เรื่อง... คาดิเนียเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์เท่านั้นเอง...

                “จำไว้นะครับ คาดิเนีย...” ผมยิ้มหวานอย่างที่ยิ้มให้เซวาล “ผมไม่ได้เกลียดชังคุณ ไม่ได้รู้สึกไม่ดีด้วย คุณก็เหมือนน้องชายแท้ๆของผม แต่ว่า... ความจริงที่แม่ของคุณพรากชีวิตแม่ของผมไป และความจริงที่ว่าผมเกลียดแม่ของคุณที่สุด... ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

                ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง... เหมือนกับชีวิตผมที่ต้องผิดผันไปตลอดกาล...

                บางทีผมก็คิดว่า... ถ้าหากผมไม่สามารถรู้สึกถึงสิ่งใดได้เลย... ก็คงจะดี...

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่า...เซลี่แอบน่ากลัว..//หลบหลังคาดิเนีย

#3 By RUMINA on 2012-09-23 07:39

อูอาาาาา ยาวจุใจหลายๆค่า!!!!!
อา.....ดราม่าจริงจังค่า;v;.....
ฉากสู้กับเเวมไพร์ฉันเตอร์ช่าง.....เลือดสาดดดดดดดด!!!!
เเต่งเก่งมากเลยล่ะค่า>w<!!!!
ย่ะ...ยาวจริงๆ ด้วย OwO! ทำไมถึงได้รู้สึกฮาตอนเจอชื่อตานีลิดานะ อารมณ์เหมือน อ่านๆ มาเพลินๆ เฮ้ยยย โผล่มาจากไหน!? ประมาณนั้น =[]=!!!
เซลี่น้อยที่น่าสงสาร TwT
ปล.สงสัยอย่างหนึ่งก่ะ พี่เม่ สมาคมฯนี่อายุประมาณกี่ปีแล้วก่ะ? เผื่อจะเอาไปอ้างอิงในอีเว้นท์นิดหน่อย เริ่มเบลอๆ กับลำดับไทม์ไลม์ของเนื้อเรื่อง =[]=!

#1 By MHEANu on 2012-09-22 23:12