[VC]-OMS-If I can feel [II]

posted on 23 Sep 2012 01:23 by annariae-cheri
 เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ...
 
 
เอามาต่อ... ภาคต่อของเซลี่ ต่อจากบท If I can't feel ค่ะ
 
*****
 
If I can feel

                หลังจากค่ำคืนแห่งเลือดเนื้อและกองเพลิง วันเวลาก็ผ่านมาได้พอสมควรแล้ว... ผมเริ่มชินกับการอยู่ในสมาคมโลกเอ๋ยโลกจ๋าปีศาจรักท่าน เริ่มชินกับการอยู่ในห้องชุดเล็กๆที่มีห้องครัว ห้องน้ำ และเตียงกับโลงศพ ถึงตอนแรกจะไม่ค่อยสบายใจ แต่พอรู้ว่าคุณคิราอาศัยอยู่ในห้องชุดใกล้ๆก็รู้สึกอุ่นใจขึ้น ในตอนนี้ ครอบครัวของผมมีพี่สาวใจดี กับพี่ชายผู้อ่อนโยน แค่นี้ผมก็มีความสุขดี...

                การพบกับคาดิเนียมันทำให้ผมสุขใจที่รู้ว่าเลือดเนื้อเชื้อไขสายเลือดเดียวกันยังมีชีวิตอยู่ แต่มันก็ทำให้ผมปวดร้าวได้มากพอกับที่ทำให้ผมมีความสุข ภาพของท่านพ่อท่านแม่... ถึงจะไม่ได้ใกล้ชิด แต่ผมก็ทราบดีถึงความรักของพวกท่าน แต่พวกท่านกลับ...ต้องจากไปเพราะแม่ของคาดิเนีย... ผมอิจฉาเหรอ..? ผมไม่รู้หรอก...

                ตั้งแต่ที่ผมมาอยู่ที่สมาคม หลังจากที่ร่างกายผมฟื้นฟูมาอยู่ในสภาพที่ปกติดี(สำหรับผมนะ สำหรับคนอื่นแบบผมก็ไม่เรียกปกติหรอก) คุณคิราก็เริ่มตรวจหาสาเหตุอาการของการปวดหัวของผม แต่เมื่อพบ คุณคิราก็มีสีหน้าที่ไม่สบายใจนัก... คุณคิราบอกว่าเพราะร่างกายของผมไม่แข็งแรงดีเหมือนคนอื่น(แล้วก็ไม่มีทางรักษาโรคที่ผมต้องทนเจ็บตัวไปหมดตลอดเวลาให้หายได้ด้วย) ประกอบกับเมื่อคืนนั้นผมได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะมาก ส่งผลไปถึงสมองที่จะทำให้ผิดปกติ... คุณคิราส่ายหน้าเศร้าๆแล้วบอกว่า... ผมจะมีความผิดปกติทางปัญญา...

                ตอนนั้นผมไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก... แต่ต่อมาก็เริ่มจะเข้าใจ...

                การมีชีวิตอยู่โดยถูกล้อเลียนว่า “เอ๋อ” หรือว่า “ปัญญาอ่อน” มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย... ผมเจ็บ... เจ็บปวด แล้วก็ไม่พอใจ แต่ร่างกายผมก็อ่อนแอเกินกว่าจะลุกไปทำร้ายใครได้... แค่จะลุกเดินยังลำบาก...

                ผมพอจะเข้าใจคำพูดของคุณคิราแล้วว่าความผิดปกติทางปัญญาคืออะไร... ไม่ใช่โง่กว่าคนอื่นๆ แต่สติปัญญาของผมเหมือนจะตามคนอื่นไม่ทัน หรือบางที...ผมว่ามันก็หยุดที่จะพัฒนาไปเสียเฉยๆ ถึงตอนแรกผมจะเจ็บปวดที่ถูกว่าแบบนั้น แต่ต่อมาผมก็เริ่มไม่รู้สึกอะไร...

                ท่านแม่เคยปลอบโยนผมเมื่อครั้งที่ผมตื่นมาพบกับร่างกายที่เจ็บปวดทรมาน ปลอบโยนผมที่ขดตัวนิ่ง ไม่อาจขยับได้แม้เล็กน้อย ด้วยมือบางที่อ่อนโยน... ท่านแม่บอกกับผมว่า เมื่อต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดอย่างหนึ่งนานเข้า สักวันมันก็จะชินไปเอง...

                ผมว่ามันก็จริงส่วนหนึ่ง... ถึงทุกวันนี้ผมจะเพลียจนต้องหลับไปบ่อยๆเกือบตลอดเวลา แต่ผมก็รู้สึกง่วงงุนก่อนที่จะหลับ ไม่ได้หลับแบบไม่รู้ตัวเหมือนเมื่อก่อน ถึงผมจะต้องตื่นมาเพื่อเผชิญหน้ากับร่างกายที่แค่ขยับเพียงเล็กน้อยก็ปวดแปลบ แต่ผมก็ชินเสียแล้วกับอาการเจ็บปวดนั้น ทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมยอมรับ... หรือเพราะผมชิน... หรือเพราะมันเป็นอาการทางสติปัญญาของผมเอง ที่ทำให้ผมไม่โกรธเวลาถูกใครแกล้งหรือล้อเลียน... อาจจะมีไม่พอใจบ้าง แต่มันก็ส่วนน้อยเต็มที... ผมรู้ตัวดีว่าผมกำลังเปลี่ยนไป... ผม...ไม่รู้สึกแค้นอีกแล้ว...

 

                ที่หลงเหลืออยู่คือความเจ็บปวดในจิตใจที่ผมไม่เคยชินหรือยอมรับมันได้ ทุกครั้งที่หลับตา ภาพกองเพลิงและความสูญเสียจากคืนนั้นยังฝังลึกและตามหลอกหลอน... ทางเดียวที่ผมจะปฏิเสธมันได้คือการหลอกตัวเองว่าผมไม่สามารถจำมันได้เลย... แม้กระทั่งการพบเซวาล... ผมก็หลอกลวงว่า ผมจำเรื่องราวในคืนนั้นไม่ได้อีกแล้ว...

                ตั้งแต่ที่ผมไม่รู้สึกแค้น ไม่ค่อยรู้สึกโกรธหรือถือสาอะไร ผมก็เริ่มหายปวดหัว ตรงกันข้ามับคุณคิราที่ถึงแม้จะเป็นแค่วิญญาณ แต่กลับทำสีหน้าปวดหัวเสียเต็มประดามากขึ้นทุครั้งที่อาการปวดหัวของผมทุเลาลง จนในที่สุดอาการของผมก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง... หายไปพร้อมๆกับความหวังของคุณคิรา...

                ตอนนั้น... ไม่สิ จนถึงตอนนี้ผมก็คิดไม่ออกแล้วว่าทำไมคุณคิราต้องทำหน้าสิ้นหวัง ในเมื่อผมไม่ได้ตายเสียหน่อย ผมก็ยังอยู่ตรงนี้... แต่ผมเห็นคุณคิราเสียใจ ก็เลยเข้าไปกอดปลอบ จับมือเล็กๆของคุณคิราที่ดูแลเอาใจใส่ผมมาตลอดแล้วบอกว่าไม่เป็นไร แต่นั่นกลับทำให้คุณคิราร้องไห้ออกมา... ผมไม่เข้าใจเลย...

                ผมรู้สึกเหมือนเมื่อก่อนผมเข้าใจว่าทำไม แต่ตอนนี้ผมไม่เข้าใจแล้ว... ทุกวันนี้เวลาที่ผมถูกว่า ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าถูกว่า แต่ไม่รู้ว่ากำลังถูกว่าเรื่องอะไร ผมเห็นพี่สาวลิดาไม่พูดอะไรเรื่องนี้เลย เอาแต่กอดผมแล้วบอกว่าไม่เป็นไร แต่ก็นั่นล่ะ... ผมจะเป็นอะไรได้อย่างไร ในเมื่อผมก็ยังแข็งแรงดี อาการป่วยไม่ได้ทรุดลงเสียหน่อย...

                แต่ทุกครั้งที่ผมพูดไปแบบนั้น... ถ้าไม่ได้เรียกสีหน้าหม่นหมองของคุณคิรา ก็เรียกสายตาอ่อนไหวจากพี่ลิดาเสมอ... ทำไมกันนะ..?

                ผมใช้ชีวิตอย่างนี้มาโดยตลอด อยู่โดยที่ไม่รู้ถึงอะไรรอบข้างสักเท่าไร ก็เพราะถ้าผมไม่มึนงงจนไม่รับรู้ ก็เป็นเพราะหลับไปจนไม่รับรู้... จนกระทั่ง... คุณคาร์ไมร์เข้ามาในชีวิตของผม...อีกครั้ง...

                คุณไมร์เป็นไนท์แมร์... เป็นไนท์แมร์ท่ทำให้ผมกลับมาฝันร้ายอีกครั้ง ภาพฝันวันที่ได้พบกันครั้งแรกยังตรึงตา ภาพที่คุณไมร์ทำร้ายผมก็ยังฝังแน่น ความเจ็บปวดในใจเอ่อล้นออกมาเป็นหยาดน้ำตาทุกค่ำคืน ผมไม่อยากเข้าใกล้...ไม่อยากมองหา... ถึงอย่างนั้น ในใจก็ยังพร่ำเรียกหาเขาอยู่เสมอ...

                ทำไมคุณไมร์ถึงต้องดีกับผมขนาดนี้..? ทำไมต้องอ่อนโยนกับผมขนาดนี้..? ทุกครั้งที่ตื่น ใบหน้าของคุณไมร์จะอยู่ใกล้ๆ มือที่กุมมือผมไว้อย่างถือวิสาสะ ครั้งแรกผมกลัว... กลัวว่าผมจะต้องถูกทำร้าย ถูกทิ้งไปอีก จนได้แต่หลบหนี เฝ้าหลอกตัวเองไปว่าผมลืมเลือนฝันคืนนั้นไปจนสิ้นแล้ว แต่มันไม่จริงหรอก... ฝันนั้น...ใบหน้าของไนท์แมร์ตนนี้... ยังตามหลอกหลอนผมมาจนถึงทุกวันนี้...ไม่จางหายไปเลย

                สุดท้ายคุณไมร์ก็ฉุดผมขึ้นมาจากการหลอกลวง บอกให้ผมยอมรับความจริง ความจริงทั้งหมดที่ผมเฝ้าเอาแต่ปิดบังว่าผมลืมเลือนมันไปหมด ความรู้สึกมากมายที่ประดังประเดเข้ามาทำให้ผมแทบบ้า แต่คุณไมร์กลับทำเพียงดึงตัวผมเข้าไปโอบกอดไว้ในอ้อมแขน พรมจูบลงตามขมับ พวงแก้ม และริมฝีปาก โอบอุ้มผมไว้ในอ้อมกอดที่อบอุ่น... เสียงของคุณไมร์ยังดังก้องอยู่ในโสต... “ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวความเจ็บปวดอีกแล้ว... ต่อจากนี้ผมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป...”

                นั่นสินะ... มันก็คงจะถึงเวลาที่ผมต้องยอมรับความจริง... ผมสูญเสียทุกอย่างไปกับสงครามคืนนั้น... ทั้งครอบครัว ทั้งความเยาว์วัย ทั้งความสุข และสูญเสียอนาคตของชีวิตทั้งหมดไป...

                ปัจจุบันนี้ ผมคือแวมไพร์อ่อนแอปัญญาอ่อนไร้ครอบครัวตนหนึ่ง ความจริงก็คือความจริง... ผมสุขภาพไม่ดี หลายครั้งก็ยังปวดตัวหนักจนไม่อยากขยับ หลายครั้งยังต้องนอนอยู่เฉยๆเป็นเวลาหลายวัน ได้แต่พึ่งคุณคิรากับพี่ลิดาให้เข้ามาช่วยดูแล ผมสูญเสียครอบครัว...ไร้บ้าน ไร้หลักแหล่ง ถ้าห้องชุดนี้คุณคิราไม่ได้ซื้อเอาไว้สำรอง ผมก็คงไร้หลักแหล่ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่ผมปัญญาอ่อน... หลายๆคนอาจจะมองว่าผมบริสุทธิ์และไร้เดียงสา แต่ผมก็พูดยอมรับได้อย่างเต็มปากว่าแท้จริงแล้วผมปัญญาอ่อน เอ๋ออย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ...

                ถึงผมจะสูญเสียไปเกือบทุกอย่าง แต่ผมก็มีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ..? ผมเห็นแสมไพร์หลายตนหาสิ่งยึดเหนี่ยวตนจากความโศกเศร้าเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ ผมเห็นแวมไพร์อีกหลายตนที่พร้อมจะให้อภัยและปล่อยวาง แต่ผมไม่ได้เลือกทั้งสองทาง... เพราะผมไม่รู้สึกรู้สากับความรู้สึกที่พวกเขารู้สึกเลย มีแต่ความไม่เข้าใจและความคลุมเครือ...

                แต่ก็เพราะแบบนี้... ผมถึงได้มีความสุข...

                เพราะผมสูญเสียครอบครัว ทำให้ผมได้พบกับพี่ชายและพี่สาวแสนดีที่มอบทุกอย่างให้ผมได้ด้วยความรัก เพราะผมสูญเสียความแข็งแรงไปตั้งแต่กำเนิด ทำให้ผมแข็งแรงมากพอที่จะอดทนกับความเจ็บปวดจนยอมรับความเจ็บปวดเพื่อช่วยเซวาลได้ในครั้งนั้น เพราะผมสูญเสียบ้าน ทำให้ผมได้มาอยู่ในห้องชุดเล็กๆแต่อบอุ่น อยู่ในความเอาใจใส่ของคุณพี่ชาย เพราะผมสูญเสียสติปัญญาที่ควรจะมี ทำให้หลายๆคนรักและเอ็นดูผม... เพราะผมเคยสูญเสียคุณไมร์และความเชื่อใจไปแล้วครั้งหนึ่ง... ทำให้ผมได้คุณไมร์กลับคืนมาเป็นของผมอย่างแท้จริง พร้อมกับความเชื่อใจ และบทเรียนอันประเมินค่าไม่ได้... และเพราะผมสูญเสียไม่ใช่หรือ...ผมจึงมีทุกสิ่งที่ผมมีในวันนี้...?

                ผมไม่ต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว และไม่ต้องการปล่อยวาง เพราะตัวผมในตอนนี้ไม่อาจรู้สึกได้อย่างที่ทุกคนรู้สึก ไม่อาจเข้าใจได้เหมือนที่ทุกคนเข้าใจ ถึงผมจะมีความสุขดี... แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า... ถ้าผมสามารถรู้สึกได้...จะดีแค่ไหนกันนะ?

****
//จบละค่ะ!! /จุดพลุฉลองใส่บล็อกข้างๆ #ผิดมากนะห์
ต่อไปจะเป็นของคุณคิรากับคุณตานีล่ะนะ!!

Comment

Comment:

Tweet

//น้ำตาไหลพราก เซลี่หนูช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน 
ยิ่งเห็นหนูเซลี่เป็นเด็กดีแบบนี้แล้วอยากจะตีคุณไมร์ให้ตายซะจริงๆเลยนะเนี่ย

#4 By HoneyLemon on 2012-09-23 20:42

ยาวดีจริงจังค่ะ! ว่าแต่...
โธ่เซลี่ ใครบังอาจว่าหนูกันล่ะเนี่ย???
แต่แอบปลื้มตรงช่วงท้ายๆ ที่บอกว่าสูญเสียถึงมีวันนี้ นั่นสิน้าา เสียไปอย่างหนึ่ง แต่ก็ได้อีกอย่างที่มีค่ากลับมาเหมือนกัน
มีความสุขต่อไปนะ เซลี่!! >w<V

#3 By MHEANu on 2012-09-23 14:36

ฮ่าาาห์ อ่านยาวจุใจเลยค่ะพี่เม่ อ่าา เม้นรวบยอดเลยละกัน XD มันช่างดราม่าจริงๆนะ 

#1 By Alancia on 2012-09-23 10:14

ฮ่าาาห์ อ่านยาวจุใจเลยค่ะพี่เม่ อ่าา เม้นรวบยอดเลยละกัน XD มันช่างดราม่าจริงๆนะ 

#2 By Alancia on 2012-09-23 10:14