[VC]-OMS - I can't say I love you

posted on 04 Oct 2012 22:45 by annariae-cheri
แล้วก็... คนสุดท้าย ดราม่า...(แบบหวานซึ้ง)
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ...
 
คิราล่ะ... ของคิรา..........
เม้นได้อะไรได้ ยาวอยู่พอควร 5A4... 5555 แอบเศร้าซึ้งตรึงใจดราม่าน้ำตาไหลแต่ก็สุขนิดๆ (หือ?)
 
:::::::::::::::::::

I can’t say I love you…

                “อดีตของผมเหรอ?” ผมทวนคำเมื่อลิดาเอ่ยถามขึ้น นั่นสิ... อดีตมันก็นานมาแล้ว... ตอนนี้ผมก็มีความสุขดีกับปัจจุบัน จนเกือบจะลืมอดีตไปแล้ว... ผมว่าตัวเองยังไม่แก่นะ? แต่สัญญา(หนึ่งในขันธ์ห้า เกี่ยวกับความทรงจำ)ของผมมันกลายเป็นว่าเอาแต่จดจ่อกับการเลี้ยงดูเด็กๆและคนในสมาคมจนแทบไม่มีเวลาจะกลับมานั่งคิดมากกว่า...

                “ค่ะ อดีตของคิรา ช่วงนี้คุณกระหังบอกว่าให้ฉันตรวจสอบอดีตของปีศาจ นักล่าค่าหัว และแวมไพร์ฮันเตอร์ ทุกชีวิตที่มาปรากฏรอบๆน่ะค่ะ” ลิดาตอบ เอ...นั่นสิ ผมเจอกับลิดาเมื่อไรนะ ใช่เมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้วรึเปล่า..?

                “อืม... งั้นไว้ผมเขียนให้นะ” ว่าพลางวางเอกสารที่ช่วยลิดาทำเสร็จแล้วลงบนโต๊ะทำงานของสาวตานี “มีงานอะไรให้ช่วยอีกรึเปล่าครับลิดา?”

                “ช่วงนี้ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ลิดายิ้ม... จะว่าไงดีล่ะ เมื่อก่อนผมก็ชอบลิดาอยู่มากนะ... แอบคิดด้วยซ้ำว่าถ้าผมลืมอดีตเก่าๆไปได้แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลิดาจะดีแค่ไหน... แต่สุดท้ายก็เห็นเป็นเพื่อน...เป็นน้องสาวคนหนึ่ง...ลิดาน่ะ น่ารักเกินไป แล้วก็นิสัยขี้แกล้งนั่นเหมือนวีวี่ไม่มีผิด! ให้ตายยังไงผมก็รับเป็นคนรักไม่ได้...

                “คิราคะ” เสียงหวานๆเรียกผมไว้ “งานฉันก็เสร็จแล้วล่ะ คิราช่วยเล่าประวัติของคิราให้ฉันฟังได้ไหม? จะว่าไปคิราก็ไม่เคยเล่าประวัติให้ฉันหรือใครฟังเลยนะ? ขนาดวีวี่ยังบอกฉันเลยว่าตอนที่คิรามีชีวิตอยู่ ประวัติตอนเด็กๆคุณก็ไม่เคยเอ่ยปากด้วยซ้ำ...”

                ผมยิ้ม... ตอนเด็กเหรอ? นานมากแล้วนะ..? แล้วก็ใช่ว่าผมจะไม่เคยเล่าให้ใครฟังด้วย คนคนเดียวที่ผมเคยเล่าให้ฟัง... เจ้าชาย... แต่คนอย่างนั้น คงจำเรื่องของผมไม่ได้แล้วล่ะ “ถ้าลิดาอยากจะฟังคนแก่เพ้ออดีตล่ะก็นะ...”

                คุณตานีผายมือที่เก้าอี้ หยิบแก้วมารินน้ำลอยดอกมะลิให้ผมแทนคำตอบ...

                ...

                ...

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ยังมีครอบครัวเล็กๆที่มีความสุขมากมายจนเกินไปครอบครัวหนึ่ง... คุณพ่อเป็นจิตแพทย์ คุณแม่เป็นศัลยแพทย์ ลูกชายที่น่ารักเหมือนเด็กผู้หญิง เรียนหนังสือเก่งชนิดที่เห็นแววว่าต้องเป็นหมอไม่ผิดจากพ่อและแม่... มีแมวสีขาวขนปุบอีกตัวหนึ่ง... แมวตัวโปรดของลูกชาย... เพื่อนคนเดียวที่เด็กน้อยมี...

                แต่แล้วความสุขนั้นก็พลันแตกหักพังทลายลง เมื่อคุณพ่อที่เป็นจิตแพทย์ กลับกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช... เย็นวันหนึ่งที่เด็กน้อยกลับจากโรงเรียน วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าครัว... กลับพบคุณพ่อที่จับแมวของเขาฟาดกับพื้นไม่ยั้ง เลือดที่เปรอะเปื้อนพื้นครัวและขนขาว...เลือดที่สาดกระเซ็นที่ใบหน้าและร่างกาย เศษมันสมองกระจายเกลื่อน...

                แวบแรกคือความตกใจกลัว... แต่ต่อมากลับกลายเป็นสงบนิ่ง...จนเกินไป... เด็กน้อยมองแมวที่รักและผู้เป็นพ่อด้วยสายตาเฉยเมย จนกระทั่งเหลือเพียงซากแมวเละๆ และพ่อที่เหนื่อยหอบ เดินโซเซออกจากครัวผ่านลูกชายไปราวเป็นเพียงอากาศธาตุ เขาจึงค่อยเดินเข้าหาแมวตัวโปรด อุ้มมันไว้แนบอกอย่างไม่นึกขยะแขยง แล้วพาไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้านทั้งที่ปราศจากน้ำตา...

                จนตกค่ำ คุณแม่ที่กลับมาบ้านต้องกรีดร้องด้วยความตกใจ ที่เห็นลูกเปื้อนเลือดมอมทั้งตัว เอาผ้าเปียกเลือดซับพื้นห้องครัวที่เละเทะ... แต่แววตานั้นเฉยเมยเหลือเกิน...

                นับจากวันนั้น... รอยยิ้มก็ไม่เคยปรากฏบนริมฝีปากของเด็กชายอีกเลย...

                เพื่อความปลอดภัย คุณแม่ส่งเขาไปอยู่กับญาติที่ต่างประเทศ ส่งเสียให้เรียนต่อจนจบมัธยมปลาย เด็กชายในวนวาน... เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อมาเรียนต่อมหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์...

                “ผมก็ไม่แน่ใจหรอกครับว่ามันเป็นความฝันหรือความบ้าระห่ำ ที่เรียนปริญญาสองใบ ผมเรียนครูไปด้วย ผมคิดว่าถ้าเป็นครูล่ะก็... คงจะต้องทำให้เด็กๆมีความสุขได้... จะได้ช่วยให้เด็กอย่างผมมันลดลงบ้าง” ผมหัวเราะ มองน้องสาวตานีที่ทำหน้าพิลึกพิลั่น คงจะสงสัยมากสินะครับ... เอาเถอะ ผมเองก็ยังสงสัยในบางเรื่องของผมมากอยู่เหมือนกัน...

                เขาเรียนครูไปด้วยโดยที่ไม่ให้ผู้เป็นแม่รู้... แต่ความลับก็ไม่มีอยู่ในโลก เมื่อเรื่องรู้เข้าถึงหู คุณแม่ก็บังคับให้เขาเลิกเรียนครู แล้วมุ่งมั่นที่จะเป็นหมอ แต่ลูกชายไม่ยอม ดังนั้นจึงมีปากเสียงกัน... สุดท้ายก็ถึงขั้นแตกหัก...

                ทั้งเขาและคุณแม่ต่างแยกย้าย หลีกเลี่ยงการพบเจอ ไม่มีการพูดคุยถามไถ่ จนเวลาล่วงเลยไป... เขาเรียนจบ แล้วเข้าทำงานเป็นหมอได้หนึ่งปี ก็พอดีที่เจอกับประกาศรับสมัครอาจารย์พยาบาลในโรงเรียนมัธยมที่เกาะแปลกๆเกาะหนึ่ง... ใครอื่นคงเห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่สำหรับเขาแล้ว... มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย... “โรงเรียนพลังจิต”...

                “พลังจิตเหรอคะ?” ลิดาทวนคำ ทำท่าไม่อยากจะเชื่อ “พลังจิต... ในหมู่มนุษย์มีพลังแบบนั้นด้วยเหรอคะ?”

                “ผมว่าก็บางคนนะ อาจจะหายากหน่อย แต่บนโลกกลมๆใบนี้มันก็ต้องมีบ้างแหละ จริงไหมครับ?” ผมหัวเราะ ตอนแรกผมก็ไม่อยากเชื่อหรอก ผมมีได้ยังไงผมก็ไม่รู้ แต่สาเหตุที่พ่อคลั่งถึงขั้นเป็นคนไข้แผนกจิตเวชซะเองก็อาจจะเป็นเพราะพลังของผม... เคลื่อนย้ายสิ่งของ เคลื่อนย้ายตัวตน  พลังที่เคลื่อนย้ายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง... มันไม่ได้มากมายอะไร แต่ผมก็เล่นกับพลังนั้นจนชิน เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เรียกว่าจนกระทั่งใช้พลังเกินตัวได้อย่างชาชินก็คงเป็นได้? ขีดจำกัดพลังอาจอยู่ที่10 ผมก็ใช้ได้20 แต่ถ้าพูดถึงระดับพลัง... พลังของผมคงแค่เกรดC...

                “แล้ว...เป็นอย่างไรคะ?”

                “เป็นที่ที่ผมลืมไม่ลงจริงๆครับ...” ผมตอบพลางยิ้ม ภาพของโรงเรียนที่เคยทำงานผุดขึ้นมา “ผมมีควาสมุขมากๆ ถึงตอนแรกจะเอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่ยิ้ม แต่ต่อมาก็ยิ้มบ่อยจนไม่รู้ตัว... แล้วก็เป็นที่แรกที่มีคนเรียกผมว่า “คุณแม่” ด้วย...”

                “ต๊าย เป็นคุณแม่ตั้งแต่ยังสาวนะคะ” ลิดาแซวพลางหัวเราะขัน ผมไม่ถือสาหรอก... ถ้าการเป็นแม่ของผมมันทำให้เด็กหลายๆคนมีความสุข... มีรอยยิ้ม... แล้วก็มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ...

                จากชายหนุ่มธรรมดาก็กลายมาเป็นอาจารย์... ทุกๆวันมีแต่คนเรียกว่าอาจารย์ อาจารย์ อาจารย์... รอยยิ้มที่เกิดขึ้นมาเพราะเพื่อนร่วมงานด้วยกัน เพราะเด็กๆ ทั้งอาจารย์พละที่เล่นกีฬาเสร็จเหนื่อยๆมาขออะไรทาน อาจารย์คณิตที่ชอบมาแอบอู้นอนหลับในห้องพยาบาล อาจารย์ดนตรีที่หนีมาทานขนมหวานและจิบชาด้วยกันบ่อยๆ อาจารย์อีกหลายๆท่าน และนักเรียนอีกหลายๆคน...

                ฝีมือการทำอาหารและขนมของคุณอาจารย์พยาบาลที่ใครๆก็มาฝากท้อง ห้องพยาบาลที่เป็นทั้งห้องพยาบาล ห้องพักครู ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ...

                ความสุข...ทะลักเข้ามาจนเกินไป... เกินกว่าที่จะเตรียมใจยอมรับเรื่องราว...

                “แต่เขาก็เข้ามาในชีวิตของผม... ปิแอร์... เด็กนักเรียนที่เข้ามาพูดคุยปรึกษาเรื่องเลิกกับแฟนแล้วยังโดนแฟนชกท้องซะน่วม..." พูดไปก็อดยิ้มขำไม่ได้... นานขนาดไหนแล้วนะ..? “เด็กที่รักอิสระ ชอบหายไปบ่อยๆ การบ้านก็ไม่ทำ ชอบทำให้ผมเป็นห่วง ตอนแรกก็เหมือนกับลูกชายคนหนึ่ง แต่ต่อมาผมก็รู้สึกว่าความรู้สึกของผมมันเปลี่ยนไป...”

                รัก...อย่างนั้นเหรอ..?

                เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ทุกครั้งที่ปิแอร์มาหา ก็จะดีใจมากเป็นพิเศษ ทั้งชาและขนม ก็เอาใจใส่ทุกอย่าง ทำแต่ของที่ปิแอร์ชอบไว้ให้ วันไหนไม่มา ก็จะรู้สึกว่าห้องพยาบาลที่ยังคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุขนั้นเงียบเหงาเหลือเกิน... ปิแอร์ไม่เรียกเขาว่า”คุณแม่”เหมือนคนอื่นๆ

                “เจ้าหญิง...”

                “ทำไมถึงเรียกผมแบบนั้นล่ะครับ?”

                “เพราะอาจารย์ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าหญิงบนหอคอย ที่กำลังรอคอยเจ้าชายอยู่ไงล่ะครับ”

                “...”

                “ให้ผมเป็นเจ้าชาย พาอาจารย์ลงมาจากหอคอยนั่นได้ไหมครับ?”

                ตอนนั้น... ผมรู้สึกยังไงกันแน่นะ..?

                “ครับ...เจ้าชาย...”

                วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ผมแทบไม่รู้ตัว มันเหมือนกับฝันตื่นหนึ่งเท่านั้นเอง... ทั้งอ่อนโยนและนุ่มนวล เหมือนขนนก...ที่ลอยพลิ้วกลางอากาศธาตุ

                ผมเล่าเรื่องราวตอนเด็กให้ปิแอร์ฟัง ซึ่งเขาก็ทำเพียงยิ้มและกอดผมไว้ ผมไม่มั่นใจว่าเขาจะยังจำได้รึเปล่า แต่คนอย่างเขาถึงจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลก ในเมื่อเขาเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในใจเขาตั้งแต่บัดนี้ วินาทีนี้... คือสิ่งที่ควรใส่ใจ... ก็ไม่แน่ บางทีผมคงกลายเป็นเพียงอดีตฉากหนึ่งของเขาด้วย...

                “เอิร์ลเกรย์ครับเจ้าชาย” ผมยิ้ม ยกถาดเครื่องดื่มและขนมมาให้เหมือนที่ผมชอบทำ

                “เจ้าหญิงครับ... ผมอยากได้ชาคาโมมายล์”

                “ครับ?”

                “ผมชอบชาคาโมมายล์ มันผ่อนคลายดีน่ะครับ”

                ...อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่วันนั้น ชาที่ผมชงอย่างเหม่อลอยทุกครั้ง คือชาคาโมมายล์ ไม่ใช่ชาอูหลงอย่างที่เคยชิน กว่าจะรู้ตัว ก็ตอนที่กลิ่นคาโมมายล์หอมอ่อนๆแตะจมูกเข้าเสียแล้วเท่านั้น...

                มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข... เสียแต่... ความสุขมันมากจนเกินไป...

                ...และความสุขที่มากจนเกินไป... มักจะไม่ยืนยาว... ขนนกที่พลิ้วไหวในอากาศธาตุ สุดท้าย... ก็จะต้องตกลงมาบนพื้นดิน...

                วันหนึ่งขณะที่ผมนอนพักเพราะอาการป่วยจากร่างกายอ่อนแอของตัวเอง ผมก็ค้นพบความสามารถพิเศษในตัว... ผมเผลอเทเลพอร์ตจิตตัวเองออกจากร่าง... แล้วก็เลยลองไปสำรวจดูรอบๆโรงเรียนด้วยจิต แล้วก็ต้องพบกับโศกนาฎกรรมของอาจารย์สาวที่ผมสนิทด้วย...

                ร่างของอาจารย์คหกรรมนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ... ส่วนศีรษะกลิ้งตกอยู่ที่พื้น...

                ผมเริ่มรู้สึกว่าภาพมันพร่ามัว ร่างจิตขยับไม่ค่อยได้ตามใจนึก มันคงถึงเวลาที่ผมจะต้องกลับเข้าร่าง แต่ว่า...วิเวียนล่ะ? จะช่วยทันไหม? หรือว่าอย่างไรดี..?

                ...

                ...

                “แล้วเพราะความพะวงนั้น มันก็เลยทำให้ผมกลับเข้าร่างไม่ได้อีกต่อไปเลยล่ะ” ผมว่า จิบน้ำลอยดอกมะลิของลิดา “ด้วยความตกใจ ตอนนั้นผมก็เลยเทเลพอร์ตกลับห้องพยาบาล แต่เหมือนว่าจะเกิดข้อผิดพลาดบางอย่างขึ้น ทำให้อยู่ๆผมก็ย้อนเวลากลับมาเมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้ว รอนแรมไปทั่ว...จนได้พบกับลิดานั่นแหละครับ...”

                “...” ลิดานิ่งไป “เสียใจด้วยนะคะคิรา แต่ว่าคิราคะ ฉันไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้กับเรื่องขอคุณดีจริงๆนะ”

                “นั่นสิ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมรับคำยิ้มๆ.... จากวันที่ผมย้อนเวลามาเจอกับลิดา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในโรงเรียนที่ผมเคยอยู่จะเป็นอย่างไร แล้วร่างผมล่ะ หรือว่าเรื่องต่อจากนั้นล่ะ..? ที่ผมย้อนเวลาได้อาจเป็นเพราะในโรงเรียนนั้นมีเขตพลังจิตสูง จนกระทั่งส่งผลกระทบกับการใช้พลังจิตของ “วิญญาณ” ทำให้ได้ผลลัพธ์ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ค่อยสมควรเป็นนัก เพราะหลังจากนั้น ถึงผมจะพยายามย้อนกกลับไป แต่ก็กลับไปไม่ได้... ถ้าปิแอร์มาเห็น จะรู้สึกอย่างไรนะ..?

                ...ผมขอโทษนะครับ เจ้าชาย...

                “แล้วตัดใจจาก... เจ้าชายได้รึยังคะ?” ตานีสาวเอ่ยถามอีก มันเป็นคำถามที่ผมเองก็ไม่อยากได้ยิน... ผมไม่ใจหรอกว่าตัดใจได้รึยัง เพราะการที่ผมต้องจากเขามา มันไม่ใช่การเลิกรา...

                “แต่คงได้แล้วสินะคะ? ในเมื่อตอนนี้ฉันก็เห็นหวานกับคุณเซวาลดี?”

                ลิดาคงอยากเห็นผมอายปนโมโหเหมือนทุกครั้งที่แซว... แต่ครั้งนี้... ผมไม่มีอารมณ์แบบนั้น ในเมื่อเพิ่งคิดย้อนกลับไปถึง "เจ้าชายปิแอร์" และห้องพยาบาล คุกกี้ช็อคโกแล๊ตชั้งค์กับชาคาโมมายล์ที่เต้าชายชอบนักหนา...

                “พูดจริงๆนะครับลิดา... ผมไม่แน่ใจ”  หลุบสายตาลง... วันนั้น... ชาคาโมมายล์ที่เตรียมไว้ให้เจ้าชายยังเต็มเปี่ยมในกา คุกกี้ที่อบเสร็จใหม่ๆยังอยู่ในตู้กับข้าว... “ทั้งเรื่องของปิแอร์ แล้วก็เรื่องของเซวาลด้วย”

                “คงเป็นเพราะผมไม่แน่ใจกับเรื่องของตัวเอง ผมก็เลยยังไม่แน่ใจเร่องของเซวาล... แล้วก็เพราะเซวาลชอบหนีหายไปบ่อยๆ ผมก็เลย...ไม่มั่นใจว่าตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่... ถ้าตอนนี้เซวาลกลับมา... ถ้าเซวาลอยู่ข้างผมมากกว่านี้ ผมคงจะมั่นใจได้จริงๆ....”

                ลิดาถอนหายใจ “ฉันขอโทษค่ะ จำไม่ถามต่อแล้ว... เรื่องก็จบแล้วด้วยจริงไหมคะ?”

                “ช่างเถอะครับ ยังไงถ้าลิดาไม่ถาม สักวันผมก็ต้องถามตัวเองอยู่ดี” ผมยิ้มให้กับตัวเอง... รู้ดีว่าสักวันก็ต้องตัดสินใจ... ตัดใจจากอะไรหลายๆอย่าง... ถึงอย่างนั้น ความทรงจำเก่าก่อนของผมมันจะไม่มีวันจางหายไป...

                “ขอถามอีกสักข้อนะคะคิรา...” ลิดาถอนหายใจ “คุณน่ะ จริงแล้วก็รักเซวาลขึ้นมาบ้างแล้วสินะคะ?”

                “...” ผมชะงักไปนิด ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ “ไม่ทราบสิครับ แต่ว่าผมอยากให้เขากลับมา...เดี๋ยวนี้เลย”

                นั่นสินะ... จริงแล้วผมรักเซวาลขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหม..? ผมตัดใจจากเจ้าชายได้อย่างเด็ดขาดรึยัง..? ผมไม่แน่ใจเลยจริงๆ...
                ดังนั้น... เซวาลครับ ได้โปรดรีบกลับมาหาผม แล้วยืนยันความรู้สึกของผมสักทีเถอะ...

…but I can say I’m waiting for you

-Kira-

::::::::::::::::::::::::::::::

จบบบบบ หมดแล้ววว ของลูก3คน lllorz เม้นเลยๆๆๆๆ เม้นเลยสิคะ!

 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ววว ยะ..ย้อนเวลาาา!!! แอบตะลึงเบย 555

#3 By Alancia on 2012-10-07 17:41

ชะอุ๋ย รายนี้มาแบบเหนือเมฆไงชอบกล ย้อนเวลามาเชียว @_@ หิว... หิว.... หิวอ้ะ! /หนีไปย์

#2 By MHEANu on 2012-10-05 12:29

แอบหึงจริงๆ ด้วยแฮะ //โกย
ชีวิตคิราแอบน่าสงสารนิดหน่อยจริงๆ ด้วย =w=a''
//ตบบ่า สู้ๆ นะคิราน้อย #ผิด
(ว่าแต่เซวาล...น้อยใจมั้ย ฮ่าๆๆๆ //โดนฆ่าทิ้ง)

#1 By BlackLight SoNata on 2012-10-05 00:11